เจาะแนวคิด Internet of Things จากหนังเรื่อง Transcendence คอมพ์สมองคน พิฆาตโลก

รูปภาพ เจาะแนวคิด Internet of Things จากหนังเรื่อง Transcendence คอมพ์สมองคน พิฆาตโลก

เรื่องที่อยู่ในกระแสมากๆตอนนี้ก็ต้องเรื่องนี้เลย Internet of Things อาจสืบเนื่องมาด้วยปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้เกิดการตื่นตัวทางด้านนี้ หนึ่งในนั้นก็คงจะเป็นเพราะประเทศเพื่อนอย่างสิงคโปร์ที่เขาเอาจริงเอาจังทางด้านนี้ โดยมีเป้าหมายชัดเจน และดูเหมือนจะล้ำหน้ามากสุดในภูมิภาคนี้ด้วยซ้ำ

Internet of Things ผมข้อนิยามเอาเอง ง่ายๆ ตามความเข้าใจนะครับว่า การเชื่อมต่อ เชื่อมโยง ของ ทุกๆ สิ่ง พอนิยามอย่างนี้ ก็เข้าทางผมเลย เพราะว่า บทความนี้จะพูดถึง ภาพยนตร์เรื่อง Transcendence  หรือในชื่อภาษาไทย คือ คอมพ์สมองคน พิฆาตโลก

ภาพประกอบจาก Internet

Transcendence  คอมพ์สมองคน พิฆาตโลก ว่าด้วยเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางด้านปัญญาประดิษฐ์ ก้าวหน้าไปถึงขั้นที่ว่า สามารถที่จะ อัปโหลดมันสมอง จิตวิญญาณ ของมนุษย์ เข้าสู่ระบบ และสามารถที่จะออนไลน์ เชื่อมโยงถึงกันและกัน ตั้งแต่ช่วงกลางของหนังไปจนถึง จบเรื่อง จะเห็นได้ว่า การส่งข้อมูลหากันนั้น ทำได้ร็วดเร็ว เหมือนทุกๆสิ่งเป็นสิ่งเดียวกัน เป็นระบบเดียวกัน การย้ายจิตวิญญาณของพระเอกของเรื่อง ไปอยู่ในคน ซึ่งเปรียบเสมือนลูกข่ายหรือไคลเอนต์ ทำได้อย่างร็วดเร็ว ข้อมูลจากทุกๆสิ่งลิงค์กันอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรลุเป้าหมาย

หนังเลือกที่จะขยายภาพความน่ากลัว โดยชี้ว่าระบบปัญญาประดิษฐ์จะมีอิทธิพลเหนือมนุษย์ เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อมวลมนุษย์ชาติ แต่หากย้อนกลับไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังอีกที จะพบกับสิ่งที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น เช่น ความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ การรักษาโรค การวินิจฉัยโรค จะดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด

ความก้าวหน้าทางด้าน พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานบริสุทธิ์ ก็ก้าวหน้าไปมาก อาจเนื่องมาจาก ความก้าวหน้าทางด้าน นาโนเทคโนโลยี การถอดรหัสพันธุกรรม

ตอนท้ายของหนัง นำไปสู่บทสรุปที่ เปิดกว้าง และ กลับมายังตอนต้นของเรื่องได้เป็นอย่างดี

Transcendence  ว่าด้วยเรื่อง Internet of Things การเชื่อมโยงกันของหลายๆสิ่ง แชร์ข้อมูลระหว่างกัน ทำให้เกิดเครือข่ายข้อมูล ขนาดใหญ่นั้น เป็นไปได้ในโลกยุคของ Internet of Things การกระจายตัวเซ็นเซอร์ เพื่อรับข้อมูลเฉพาะทาง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเซ็นเซอร์แต่ละชนิด กระจายเซ็นเซอร์เหล่านั้นออกไปให้มากที่สุด เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด ก็มีโอกาสเป็นไปได้ หรือหลายๆที่เรียกว่า Smart City 

นอกจากนี้ยังมีโครงการอีกหลายโครงการที่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงกันของข้อมูลอย่างเป็นระบบ เช่น Smart Car , Smart Home ทุกๆโครงการล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบของข้อมูลทั้งสิ้น

การมาของเทคโนโลยีแบบสวมใส่ อย่าง Apple Watch ก็ช่วยเร่งการเกิด โครงข่าย Internet of Things ได้เป็นอย่างดี เพราะการสร้างตัวเซ็นเซอร์นั้นทำได้ง่ายขึ้นมาก โดยอยู่ในลักษณะ Application นั่นเอง

สุดท้าย เราอยู่ในยุคที่ บ้างครั้ง ก็ไม่ได้ห่างจาก แนวคิดในหนังมากนัก อาจเป็นไปได้ ในอีกไม่ช้า เราอาจจะต้อง ต่อสู้กับ ปัญญาประดิษฐ์จริงๆ ก็เป็นไปได้